มองเข้าไปใน O-NET
จะว่าไปช่วงนี้กระแสก่นด่าข้อสอบ O-net กำลังมาแรง
แอบไปดูข้อสอบในพันทิปมา ก็ปาดเหงื่อแทนนักเรียนนะ บางข้อก็ปัญญาอ่อนจริง....
แต่หลังจากฟังกระแสบ่นๆมา ผมก็มานั่งคิดอะไรบางอย่าง ด้วยความที่ทำงานในโรงเรียน เคยเห็นการออกข้อสอบระดับชาติ แล้วก็รับเงินคุมสอบของ สทศ. บ่อยๆ
มานั่งคิดว่าคนที่โดนด่าจะคิดอะไร...
ข้อสอบวัดมาตรฐานการศึกษาระดับชาตินี่ก็มีหลายแบบนะ NT LAS O-Net จุดประสงค์ก็ต่างกันไปตามการสอบแต่ละอย่าง จะวัดมาตรฐาน วัดผล หรือสอบเพื่อปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ก็ว่าไป
แต่มีอย่างนึงที่ข้อสอบเหล่านี้ต้องมีเหมือนกัน
นั่นก็คือ "มาตรฐานการเรียนรู้"
มาตรฐานพวกนี้เอามาจากไหน ก็ต้องย้อนไปที่ "หลักสูตรแกนกลาง" ของประเทศเราเลย(ม.6 ที่ผ่านมาใช้ของปี 44) ที่ "จะกำหนดสาระการเรียนรู้" ต่างๆ ซื่งแต่ละสาระก็จะมี "มาตรฐานการเรียนรู้" ว่า เมื่อนักเรียนผ่านการเรียนสาระนี้แล้ว นักเรียนต้องรู้อะไรบ้าง เป็นมาตรฐานที่ต้องนักเรียนต้องรู้เหมือนกันทั้งประเทศ
พอกำหนดมาตรฐานแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของสถานศึกษา ที่จะนำมาตรฐานพวกนี้ไปจัด "หลักสูตรสถานศึกษา" ของสถานศึกษาของตนเอง นำไปกระจายเนื้อหาสาระ และมอบหมายให้ครูผู้สอนจัดการเรียนรู้เป็นอันดับสุดท้าย
แสดงว่าบ้านเรามีการตั้งมาตรฐานกลางไว้ แล้วสถานศึกษาก็หยิบเอาไปบริหารกันเอง
ทำไม่ต้องพูดถึงมาตรฐานก่อน ก็เพราะว่า มาตรฐานนี่ล่ะ ที่จะเอามาใช้ออกข้อสอบวัดความรู้ ก๋ต่างกันไปในแต่ละช่วงชั้นปี
ผมเคยสัมผัสกับการออกข้อสอบ LAS เพราะโรงเรียนที่ผมสอนได้รับมอบหมายในการออก LAS วิทยาศาสตร์ แต่การออกข้อสอบของโรงเรียนหนึ่ง ไม่ได้ออกทั้งหมดทั้งฉบับ แต่จะออกเป็นข้อๆ มอบหมายแบ่งตามสาระ ให้ได้จำนวนข้อเท่ากับฉบับ แล้วนำไปคัดเลือกอีกที ซึ่งแต่ละข้อ ต้องตอบให้ได้ว่า วัดผลตามมาตรฐานข้อไหน ตอบอะไร และเหตุผลอย่างละเอียดในการเฉลย
ซึ่งเท่าที่สัมผัส ครูที่ออก ปวดหัวตึ๊บๆกันหมด เพราะไม่รู้จะวัดอะไรให้ได้วัดจริงๆตามมาตรฐาน กว่าจะออกได้ ก็เหนื่อย ต้องใช้สมาธิ ความคิดวิเคราะห์สังเคราะห์สูงเหมือนกัน (โชคดีที่ไม่ได้ออก เพราะเป็นแค่อัตราจ้าง)
นี่เป็นกรณีของข้อสอบ LAS
และผมคิดว่า O-Net ก็เหมือนกัน เพราะ O-Net เป็นการวัดผลการศึกษาตามมาตรฐานของหลักสูตรแกนกลาง การออกข้อสอบ ต้องใช้มาตรฐานของหลักสูตรแกนกลาง(2544)เหมือนกัน ก็ต้องเอามาตรฐานมากางเพื่อออกข้อสอบ
แต่ในรูปแบบการสอบที่มีหลายหลายขึ้น ผมก็เลยไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ออก รู้อย่างเดียวว่าเค้าจะไม่สามารถออกข้อสอบลอยๆขึ้นไม่ได้แน่ๆ
ผมก็เลยมองสถานการณ์ตอนนี้ออกเป็นสามแบบ
แบบแรก พลาดที่ข้อสอบ อาจจะเพราะคนออกไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติการสอน เพราะเป็นการออกข้อสอบที่มีรูปแบบที่ต่างไป อาจจะต้องพึ่งนักวิชาการ หรือคณาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเขาก็คงไม่ชินในการออกข้อสอบเด็กมัธยม อาจจะไม่ได้เพลาๆมือ หรืออาจจะออมมือเกินไปจนเรางง ข้อสอบเลยออกมาดูยาก
แบบที่สอง ผมมองว่า ข้อสอบไม่ผิดหรอก แต่มาตรฐานการศึกษาไทยมันสูงไป สมมุติว่าข้อสอบออกตามาตรฐานจริงๆ วัดได้จริงๆ แต่นักเรียนไม่สามารถเอื้อมถึงมาตรฐานได้ เพราะเค้าตั้งไว้ซู้งงงงสูง คนออกก็ออกไปตามนั้น เด็กก็เข้าใจที่เรียน แต่มันไม่พอ มันไม่ถึงมาตรฐานของประเทศ
แบบสุดท้าย ข้อสอบไม่ผิด มาตรฐานก็ปกติไม่สูงหรอก แต่ที่เด็กๆทำไม่ได้ เพราะว่าเด็กๆไม่เคยสัมผัสกับการศึกษาที่เป็นมาตรฐาน การจัดทำหลักสูตรของสถานศึกษา ที่นำมาจากแกนกลางมีการบริหารจัดการไม่ดี ทำให้ผู้ปฏิบัติการสอน ไม่สามารถสอนได้ตรงมาตรฐาน เด็กก็ไม่มีมาตรฐาน ก็ไปทำข้อสอบวัดมาตรฐานไม่ได้
แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นแบบไหน การศึกษาไทยจะต้องมีคำถามตามมา แล้วต้องได้รับการแก้ไขอะไรสักอย่าง
ด้วยความทึ่ทำงานในแวดวงการศึกษา ก็เลยทั้งสงสารผู้เรียน แล้วก็ บุคลากรทางการศึกษา
มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาด่ากันว่าใครถูกหรือผิด ทั้งสองกลุ่มเป็นองค์ประกอบของการศึกษา เช่นเดียวกับชุมชนและสังคมในภาคส่วนอื่นๆ ทั้งนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา ไม่ใช่ผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ
ถ้าผมเป็นคนโดนด่า ผมก็คงได้แต่คิด แล้วก็ปาดเหงื่อ ว่า....
....................เฮ้อออออออออ..........................
- -"
ทำดีต้องดี
นายอุ๋มอิ๋ม
24 ก.พ. 2010 เวลา 09:42 น.
เท่าที่อ่านตัวข้อสอบตามที่บ่นๆกันในเนต ..(ถ้ามันออกตามนั้นจริงๆ)
รู้สึกบางข้อมันไม่มีคำตอบที่ "ตายตัว"แน่นอน ว่าต้องแบบนี้เป๊ะๆ
เป็นคำถามแนววิเคราะห์ที่ต้องใช้ความรู้สึก
และสถานการณ์แวดล้องเข้ามาตัดสินใจ
เช่น คำถามเรื่อง "ท้องในวัยเรียน" อ่ะค่ะ
ซึ่งถ้าเป็นข้อสอบอัตนัย ..ก็ถือว่าไม่ผิดเลย
แต่มันดันเป็นข้อสอบ ปรนัยนี่สิ เราว่าคำตอบมันไม่ตายตัวอ่ะ
ในทุกช๊อยส์ที่ให้มามันก็สามารถเป็นไปได้หมด แล้วแค่สถานการณ์อ่ะ
แต่อย่างข้อ "เลขฐาน 2" อันนี้เท่าที่จำได้ มันมีเรียนแน่ๆ
แบบนี้ก็เห็นใจคนออกข้อสอบนะคะ นักเรียนทำไม่ได้ก็บอกว่าออกยากเกิน
แหะๆ ตอบซะยาวเลย .. คงไม่ว่ากันนะคะ ^^
^
^
เลขฐานสองอยู่ในเนื้อหาเลขเสริม"ม.หนึ่ง" เด็กวิทย์อาจจะทำได้บ้าง แต่เด็กศิลป์ภาษาตายโหงกันแน่นอน
เห็นข้อสอบแล้ว อืม พูดไม่ออกอ่ะ เพราะวันที่คุมสอบยังแอบแซวอาจารย์ท่านอื่นอยู่เลยว่าสงสัยวิชาสุดท้ายจะเสร็จเร็วที่ไหนได้ ออกมายากมากมาย คิดวิเคราะห์หัวกันแทบระเบิด (อันนี้เด็กบอกมา)
เราว่าถ้าเราเจอก็อาจจะใบ้กินอ่ะ ไม่รู้จะโทษใครดี นักเรียน คนออกสอบ หรือการศึกษาไทยดี
การศึกษาไทยยังต้องมีการปรับเปลี่ยนอีกมากมาย
แต่ก็อย่างว่าละคะ พี่เอ็มลองคิดดูนะ ว่าข้อสอบอ่า ปอไม่ว่าเยยถ้าสมมติว่ามันคือมาตรถาน แต่แบบ เลือกสีผ้าปูโต๊ะ อย่างงี้อ่านะ
คือแบบไม่รู้จะตอบไรไง
แล้วถ้าผิดไปอันนึงก็ผิดหมด ก็เข้าไจว่าไม่อยากไห้เดา หรืออยากไห้ตอบได้จริงๆ ไม่ไช่สุ่มๆเอา แต่ก็อย่างว่า เด็กที่ทามข้อสอบอ่านะ ไม่เข้าไจว่าเขาวัดไรอ่ามั้ง
โอ้ย ยิง่พูดปอยิ่งงงง
รู้แต่ว่า ณ ตอนนี้ ปออยู่ประเทศไทย แล้วต้องไช้ระบบการศึกษาไทยไนการเรียนต่อไป ก็ต้องทามไนสิ่งที่เป็นอยู่ไห้ดี เด็กทุกคนก็คิดแบบนั้น ทามไรไม่ได้มากไปกว่า ว่า เพราะ แอบแค้น
เหอๆ
แล้วเจอกานคะ
มันก็ขึ้นอยู่กับว่า ผ้าอะไร สะอาดหรือสกปรกแค่ไหน มันหามาตรฐานมาบอกระยะเวลาการแช่ผ้าได้มั้ยเนี่ย
พยายามกันต่อไปละกัน เพื่ออนาคตของชาติ
แต้วไม่รู้แต้วมิมีการศึกษา!! เง้ออออ